สนช.เห็นชอบแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ


จำนวนผู้ชม: 664    วันที่โพสต์: 29 ธันวาคม 2559 เวลา 14:16 น.
Facebook

29 ธ.ค. 59 -     สนช.พิจารณา 3 วาระ ก่อนมีมติเอกฉันท์เห็นชอบการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ถวายคืนพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ       

     ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)  ที่มี ศ.พิเศษ พรเพชร  ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม พิจารณาแบบสามวาระรวด ก่อนมีมติในวาระ 3 เห็นชอบ 182 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง  จากผู้เข้าร่วมประชุม 188 คน ให้มีการประกาศใช้ ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการแก้ไขจากกฎหมายฉบับเดิมคือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ในมาตรา 7 ที่กำหนดให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมก่อน โดยให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์และนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ร่างที่ สนช.เสนอแก้ไขนี้ เสนอมาตรา 3 ให้เป็นการแก้ไขมาตรา 7 ดังกล่าว บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

     สำหรับการแก้ไขร่างกฎหมายคณะสงฆ์นี้เกิดขึ้นจากกรณีที่ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กับคณะสมาชิก สนช. รวม 81 คน เป็นผู้เข้าชื่อเสนอขอแก้ไข โดยระบุเหตุผลว่า ตามโบราณราชประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมานั้นเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และได้มีการบัญญัติใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พระพุทธศักราช 2484 เป็นต้นมา จึงควรคงไว้ซึ่งการสืบทอดและรักษาโบราญราชประเพณีดังกล่าวไว้

     ขณะที่ นายออมสิน ชีวพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ตัวแทนรัฐบาล กล่าวต่อที่ประชุมสภาฯ ว่ารัฐบาลไม่ขัดข้องในการที่สภาจะดำเนินการพิจารณาต่อไป  ทำให้ที่ประชุม สนช. พิจารณาต่อในวาระรับหลักการและต่างแสดงความเห็นด้วยให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ อาทิ นายสมพร เทพสิทธา ที่ระบุ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พระพุทธศักราช 2484 และ พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 บัญญัติไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสังฆราช และมีการใช้ติดต่อมาถึง 51 ปี ถือเป็นราชประเพณี แต่ต่อมามีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2535 เพิ่มเงื่อนไขให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ดังนั้น เมื่อกฎหมายมีปัญหาจึงต้องแก้ไขที่กฎหมาย เช่นเดียวกับ นายสมชาย แสวงการ ที่เห็นว่าการยึดความอาวุโสเพียงอย่างเดียวในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช อาจทำให้เกิดปัญหา ซึ่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ถูกแก้ไขเมื่อปี พ.ศ. 2535 ขณะที่ สมเด็จพระสังฆราชองค์ล่าสุด ได้รับการสถาปนาเมื่อปี พ.ศ. 2532 กฎหมายฉบับดังกล่าว จึงไม่เคยถูกใช้มาก่อน จึงไม่เคยเกิดปัญหา รวมถึง นายตวง อัณฑะไชย นายเจริญศักดิ์ สาระกิจ นายมณเฑียร บุญตัน และ นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ที่เห็นควรให้มีการแก้ไขเพราะมองว่าจะทำให้กฎหมายกลับไปสู่ฉบับเดิมที่ไม่เคยมีปัญหา เป็นการการถวายคืนพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และการแก้ไขครั้งนี้ไม่ได้ยุ่งยาก และไม่กระทบหรือเกี่ยวพันกับมาตราอื่น ที่ประชุมจึงเห็นควรรับหลักการให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ด้วยเสียง 184 เสียง โดยไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย ก่อนเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 ด้วยกรรมาธิการเต็มสภาแบบเรียงลำดับรายมาตราจนครบทั้งร่าง และพิจารณาทั้งร่าง ท้ายที่สุดมีจึงมติเห็นชอบในวาระ 3 นำไปสู่การประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

 

ลักขณา เทียกทอง ข่าว/เรียบเรียง

 



ท่านสามารถรับฟังและรับชมการออกอากาศของสถานีวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่?
รับชมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รับชมไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ข่าวรัฐสภา
ข่าวประชาสัมพันธ์
กำหนดการถ่ายทอดสด
สรุปผลการประชุมสภา
ระเบียบวาระการประชุมสภา
Parliament news room
ถ่ายทอดสดโทรทัศน์รัฐสภา
ถ่ายทอดสดวิทยุรัฐสภา
ผังรายการโทรทัศน์รัฐสภา
ผังรายการวิทยุรัฐสภา
ข้อบังคับการประชุม สปท.
ข้อบังคับการประชุม สนช.
E-book
Web Appilcation
Admin
รายการย้อนหลังโทรทัศน์รัฐสภา
รายการย้อนหลังวิทยุรัฐสภา
เทปบันทึกการสัมมนา