กมธ.การสาธารณสุข สนช. ระบุ พบสารเคมีปราบศัตรูพืชและวัชพืช ตกค้างในผักและผลไม้สูงเกินค่ามาตรฐาน พร้อมมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีพิจารณายกเลิกการนำเข้าเร่งด่วน


จำนวนผู้ชม: 1862    วันที่โพสต์: 22 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 13:00 น.
Facebook

22ก.พ.61-กมธ.การสาธารณสุข สนช. ระบุ พบมีการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชและวัชพืช ตกค้างในผักและผลไม้สูงเกินค่ามาตรฐาน พร้อมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีพิจารณายกเลิกการนำเข้าสารพาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ชี้ คนไทยเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง และพาร์กินสัน

      นพ.เจตน์  ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมด้วยนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) บูรณาการและขับเคลื่อนสถานประกอบการเพื่อสุขภาพและแพทย์แผนไทย แถลงข่าว ประเด็นปัญหาการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชและวัชพืชในแปลงเกษตรกรรมของประเทศไทย โดยพบว่า มีการใช้สารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะสารพาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งพบว่ามีการปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อม พื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภค และพบค่าปริมาณสารพิษตกค้างในผัก-ผลไม้ รวมไปถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ หรือค่า (MRL: Maximum Residue Limits) สูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ทุกตัว ทั้งนี้หากสารเคมีเข้าสู่ร่างกายจะสะสมเป็นเวลานานทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และโรคพาร์กินสัน ได้ และจากมติคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งนักวิชาการ ได้มีมติเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 5เมษายน 2560ให้ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3ประเภท และระงับการนำเข้าภายในวันที่ 31ธันวาคม 2561และให้ระงับการใช้โดยสิ้นเชิงภายในวันที่ 31ธันวาคม 2562ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าวนั้น คณะอนุ กมธ.บูรณาการและขับเคลื่อนสถานประกอบการเพื่อสุขภาพและแพทย์แผนไทย ได้มีการศึกษาและมีมติให้ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ทุกข้ออย่างเคร่งครัด และได้จัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณากำหนดมาตรการเร่งด่วนยกเลิกการนำเข้าสารเคมีทั้ง 3 ประเภท ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ เป็นต้นไป เนื่องจากพบว่าในปี 2560 มีการนำเข้าสารเคมีดังกล่าวจำนวนมากอย่างผิดปกติ คือ 45,000 ตัน ขณะที่ปี 2559 มีการนำเข้าเพียง 31,525 ตันเท่านั้น โดยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 อีกทั้งยังพบว่าในเดือน ธันวาคม 2560 อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้อนุมัติต่อทะเบียนใบอนุญาตนำเข้าสารเคมีดังกล่าวให้กับบริษัทเอกชน 4 แห่งไปอีก 6 ปี ซึ่งขัดต่อมติของคณะกรรมการฯ ดังนั้น หากไม่ยกเลิกการนำเข้าสารเคมีดังกล่าวภายในเดือนมิถุนายนนี้ ผู้ประกอบการและเกษตรกรอาจมีการนำเข้าสารเคมีดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปี 2560 เป็นเท่าตัว และจะทำให้มีปริมาณสารเคมีดังกล่าวตกค้างอยู่ในประเทศเป็นจำนวนมาก

      นายมหรรณพ กล่าวถึง สาเหตุของปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในพืชผักและผลไม้ในอัตราที่สูงมากเกินกว่าที่กำหนด ว่า เกิดจากหน่วยงานราชการขาดประสิทธิภาพในการดูแลควบคุมสารเคมีดังกล่าว ทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกวิธี และเท่าที่มีการตรวจตามร้านอาหารต่างๆ พบว่า หลายแห่งนำผักและผลไม้มาปรุงอาหารโดยปราศจากการล้างทำความสะอาด หรือแม้ว่าจะล้างทำความสะอาดแล้ว สารเคมีดังกล่าวก็ยังไม่หมดไป ถึงแม้ว่าจะไม่เกิดอันตรายต่อร่างกายในทันที แต่สารดังกล่าวจะสะสมกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้ในท้ายที่สุด ซึ่งจากสถิติการเจ็บป่วยโรคมะเร็งของประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก หากปล่อยให้มีการใช้สารเคมีดังกล่าวต่อไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพพลานามัยของประชาชน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศได้

ณัฐพล  สงวนทรัพย์  /ข่าว

อรุณี  ตันศักดิ์ดา  /เรียบเรียง



ท่านสามารถรับฟังและรับชมการออกอากาศของสถานีวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่?
รับชมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รับชมไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ข่าวรัฐสภา
ข่าวประชาสัมพันธ์
กำหนดการถ่ายทอดสด
สรุปผลการประชุมสภา
ระเบียบวาระการประชุมสภา
Parliament news room
ถ่ายทอดสดโทรทัศน์รัฐสภา
ถ่ายทอดสดวิทยุรัฐสภา
ผังรายการโทรทัศน์รัฐสภา
ผังรายการวิทยุรัฐสภา
ข้อบังคับการประชุม สปท.
ข้อบังคับการประชุม สนช.
E-book
Web Appilcation
Admin
รายการย้อนหลังโทรทัศน์รัฐสภา
รายการย้อนหลังวิทยุรัฐสภา
เทปบันทึกการสัมมนา