กฎหมายป่าชุมชน เปลี่ยนความขัดแย้งระหว่าง รัฐ กับ ประชาชน ด้วยแม่บทกฎหมายให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสันติ

จำนวนผู้ชม: 31    วันที่โพสต์: 3 มิถุนายน 2561 เวลา 17:00 น.
Facebook

             ปี 2532 จุดกระแสแนวคิดป่าชุมชน เปลี่ยนความขัดแย้งระหว่าง รัฐ กับ ประชาชน  ด้วยแม่บทกฎหมาย ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสันติ  สู่กฎหมายป่าชุมชนฉบับแรกที่เสนอโดยภาคประชาชนในปี 2544...แต่กฎหมายฉบับนี้ต้องตกไป จากเหตุยุบสภาในปี 2547 และรัฐประหารในปี 2549   แต่ก็กลับมาอีกครั้งหลังรัฐประหาร ในยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี 2550  เดินต่อในเส้นทางนิติบัญญัติเกือบสุดทาง รอวันประกาศใช้...แต่แล้วในปี 2552  ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่ากฎหมายป่าชุมชนตราขึ้นขัดหลักรัฐธรรมนูญ  จากเหตุ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้น ลงมติออกเสียง แบบไม่ครบองค์ประชุม ทั้ง 3 วาระ ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ ตกไป จบเส้นทางนิติบัญญัติ

              เมื่อย้อนกลับไป ครั้งการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อปี 2550  ในขณะนั้นได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง สาระสำคัญในร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอเข้ามา นั่นคือประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์  ที่เพิ่มเงื่อนไขเกี่ยวกับ “การตั้งถิ่นฐานของชุมชน”  เข้ามา ด้วยการกำหนดให้การจัดตั้งป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่ชุมชนนั้นตั้งถิ่นฐานมาก่อนประกาศให้พื้นที่ที่ชุมชนนั้นตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ และชุมชนนั้นต้องดูแลจัดการรักษาพื้นที่ในลักษณะเป็นป่าชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ก่อนจัดตั้งป่าชุมชนด้วย  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสาระสำคัญจากร่างกฎหมายภาคประชาชนที่ได้ระบุว่าให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่ชุมชนนั้นเป็น “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม”  และมีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่เกื้อกูลต่อการดูแลรักษาป่าอย่างต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ก่อนวันที่ขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชน

               การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญการจัดตั้งป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์  โดยใช้เงื่อนไข “การตั้งถิ่นฐานของชุมชน” แทน   “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม”  จึงเต็มไปด้วยกระแสค้าน  เพราะทำให้ประชาชนที่เคยตั้งถิ่นฐานและร่วมกันจัดการดูแลป่ามากกว่า 10 ปีที่ถูกกันออกจากพื้นที่เมื่อครั้งประกาศเขตป่าอนุรักษ์   ไม่อาจมีสิทธิที่จะยื่นขอจัดตั้งป่าชุมชนได้เลย  ซึ่งเท่ากับว่า ชุมชนเหล่านั้นหมดสิทธิที่จะพึ่งพาป่า ที่พวกเขาฟูมฟักมากับมือ ซึ่งนั่นหมายถึงขวัญกำลังใจของชาวบ้านในการดูแลป่า ย่อมลดตามไปด้วยและอาจส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของป่า...แต่เมื่อมองอีกมุมถึงการแก้ไขสาระสำคัญ นั่นอาจเป็นเพราะหวัง “ป้องกันไว้ก่อน” ด้วยเกรงว่า การจัดตั้งป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์  อาจทำให้มีการบุกรุกป่าอนุรักษ์เพื่อเปิดป่าชุมชน  ที่อาจถูกหนุนโดยกลุ่มนายทุนแบบที่ชุมชนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนทำให้เขตป่าอนุรักษ์น้อยลงไปเรื่อยๆ ...การร่างบทบัญญัติที่ต่างกันในตอนนั้น  ทำให้เห็นว่า รัฐ กับ ประชาชน ตีความคำว่า “ป่าชุมชน” แตกต่างกัน  ทั้งในเรื่องการได้รับสิทธิการจัดการป่าชุมชนในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และสิทธิในการจัดการป่าชุมชน ดังนั้น การทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ระหว่างรัฐกับประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญ บนพื้นฐานที่ต้องไม่ลืมว่า  ป่าและชุมชนต่างให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน  แต่ป่าชุมชนยังคงเป็นสมบัติของรัฐและสาธารณะ

                กฎหมายป่าชุมชนที่ล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่ปี 2544  จะคืนชีพกลับมาอีกครั้ง เมื่อรัฐบาล  คสช. เตรียมดันกฎหมายป่าชุมชน เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในเร็ว ๆ นี้  เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างคนกับป่า ในมุมกลาง ๆ ...วางโครงสร้างการบริหารในรูปแบบคณะกรรมการ 3 ระดับ คือ คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชนระดับจังหวัด และคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน...กำหนดพื้นที่ป่าชุมชนออกเป็น 2 ส่วน คือ โซนอนุรักษ์  และโซนใช้ประโยชน์ โดยที่รัฐมุ่งคุ้มครองสิทธิให้กับชุมชนดั้งเดิมที่ช่วยกันดูแลป่ามาอย่างยาวนาน สร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับชุมชน ให้สมาชิกป่าชุมชนมีสิทธิใช้ประโยชน์จากผลผลิตและทรัพยากรธรรมชาติ ..ส่วนรายได้และทรัพย์สินส่วนกลางที่เกิดจากค่าธรรมเนียม ค่าบริการ เงินบริจาค ก็สามารถนำมาใช้เพื่อจัดการป่าชุมชนในท้องถิ่นได้.. หากทำได้สำเร็จจะมีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 3,000,000 ครัวเรือน...แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ  รัฐบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น  สกัดนายทุนตัวจริง มุ่งกระจายหน้าที่การจัดการและดูแลป่าจากรัฐ ไปถึงประชาชน   ขณะที่ประชาชนต้องตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ที่มีต่อป่าไม้ทรัพยากรของประเทศอย่างจริงใจ .. ความสมดุลที่เกิดขึ้นจาก รัฐ ประชาชน และป่าไม้ จะทำให้เกิดป่าชุมชนที่เป็นทั้งแหล่งศึกษาธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และแหล่งพึ่งพาให้กับชุมชนที่แท้จริง สะท้อน วัฒนธรรม วิถีชีวิต  และการอยู่ร่วมระหว่าง คน กับป่าอย่างสันติ 

                 สัปดาห์หน้า มาติดตามกันต่อกับกฎหมายที่น่าสนใจ ติดตามได้ที่นี่ เส้นทางกฎหมาย วันอาทิตย์ 17.00 น.

                

ขอบคุณภาพ :  http://rms.msu.ac.th  โครงการบุญประเพณีเข้าพรรษากับการอนุรักษ์ป่าชุมชนโคกหินลาด จ.มหาสารคาม

  


ผู้ดำเนินรายการ: เรณู เขมาปัญญา
วิทยากร: 


รายการย้อนหลังโทรทัศน์รัฐสภา
 มองรัฐสภา
 รัฐสภาของประชาชน
 กฎหมายหน้า 1
 สายด่วนรัฐสภา
 Highlight ประชุมสภา
 Zoom in
 ประเด็นเป็นข่าว
 วันการเมือง
 จุดร่วมความคิด
 ย้อนรอย(การ)เมืองไทย
 เทปบันทึกภาพ
รายการย้อนหลังวิทยุรัฐสภา
 บ้านสุขภาพ
 สกู๊ปข่าวเสันทางกฎหมาย
 ข่าวเด่นรอบวัน
 ทันข่าวรัฐสภา
 สภากับประชาคมโลก
 รัฐสภาไทยใต้ร่มพระบารมี
 เดินหน้ารัฐธรรมนูญไทย
 ปฏิรูปกฎหมายประชาชน
 วาระปฏิรูป วาระประเทศไทย
 ปฏิรูปกฎหมายเพื่อประชาชน
 รอบสัปดาห์อาเซียน
เทปบันทึกการสัมมนา
 สัมมนา เรื่อง สังคมที่พึงปราถนา...ประเทศไทย
 ปัญหาการทอดทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ
 ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง อย่างยั่งยืนด้วยยุทธศาสตร์ชาติ
 การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
 การจัดการปุ๋ยและสารเคมีเกษตรเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรไทย
 การสัมมนาทางวิชาการ เนื่องในวาระศาลรัฐธรรมนูญครบรอบ 17 ปี
 อานิสงค์ของการสวดมนต์
 การปลูกฝังศิลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และ ค่านิยมที่พึงประสงค์
 ผู้สูงอายุในการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นต่อการยกร่าง รธน.
 โครงการอ่านวันละ 10 นาที กับหนังสือดี 100 เล่ม
 วุฒิสภากับการสมานฉันท์โดยวิถีลูกเสือ
สปอต ประชาสัมพันธ์
 สปอต ประชาสัมพันธ์

ข่าวรัฐสภา
สกู๊ปพิเศษในหลวงในความทรงจำ
Parliament News Room
ข่าวประชาสัมพันธ์
ระเบียบวาระการประชุมสภา
สรุปผลการประชุมสภา
กำหนดการถ่ายทอดสด
ถ่ายทอดสดโทรทัศน์รัฐสภา
ถ่ายทอดสดวิทยุรัฐสภา
ผังรายการโทรทัศน์รัฐสภา
ผังรายการวิทยุรัฐสภา
รัฐธรรมนูญ
ข้อบังคับการประชุม สปท
ข้อบังคับการประชุม สนช
ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
E-Book
Web Appilcation
Admin
รายการย้อนหลังโทรทัศน์รัฐสภา
รายการย้อนหลังวิทยุรัฐสภา
เทปบันทึกการสัมมนา
สปอต ประชาสัมพันธ์